free web counter

 

ชาวจีนมีความเชื่อกันว่า ผู้ใดได้ชมการเชิดสิงโต จะมีโชคลาภ จริญรุ่งเรือง และเป็นสิริมงคล จึงได้มีการสืบทอดการแสดงมากว่าพันปี ในสมัยก่อน  การเชิดสิงโตที่นิยมแสดง มี 2 ประเภท ได้แก่
    การเชิดสิงโตแบบโบราณ คือ การแสดงกายกรรมต่อตัว และ
    การเชิดสิงโตแบบปีนกระบอกไม้ไผ่   ต่อมาจึงได้มีการพัฒนาขึ้นมาอีกหนึ่งประเภท ได้แก่ การเชิดสิงโตบนเสาดอกเหมย ซึ่งได้รับความนิยม   อย่างมากในประเทศแถบเอเชีย อาทิ จีน มาเลเซีย ไต้หวัน ฮ่องกง รวมทั้งประเทศไทย โดยปัจจุบันการเชิดสิงโตบนเสาดอกเหมยนี้ได้รับ การบรรจุให้เป็นกีฬาอีกชนิดหนึ่ง และได้รับการจัดไว้ในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์อีกด้วย
 

ประเภทของการเชิดสิงโต
        การเชิดสิงโตแบบเหนือ โดยทั่วไปจะเชิดเพื่อความบันเทิงในราชสำนัก โดยปกติแล้วสิงโตเหนือจะมีสีแดง ส้ม และเหลือง (และบางครั้งก็มีขนสีเขียวสำหรับสิงโตตัวเมีย) ลำตัวมีขนยาวรุงรัง และมีหัวสีทอง การเชิดสิงโตแบบเหนือจะมีลักษณะเป็นกายกรรม และใช้แสดงเพื่อความสนุกสนานเป็นหลัก สิงโตทางเหนือซึ่งได้รับอิทธิพลจากถิ่นต่าง ๆ ของประเทศจีน แต่เดิมจะมีรูปทรงและสีสันไปตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น แต่ที่ถือเป็นแพร่หลายที่สุดคือสิงโตแถบมณฑลกวางตุ้ง ที่ส่วนใหญ่สังกัดสำนักกังฟูและต่อมาก็ได้รับการเผยแพร่สู่นอกประเทศโดยสำนักกังฟูต่าง ๆ เดิมสิงโตแต่ละท้องถิ่นจะเชิดกันโดยอาศัยความสูงเป็นข้อบ่งชี้ความสามารถของทีมสิงโต และแสดงเนื้อเรื่องให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ของเจ้าภาพที่จัดขึ้น
       การเชิดสิงโตแบบทางตอนใต้ โดยทั่วไปจะแสดงในพิธีกรรมเพื่อขับไล่วิญญาณร้าย และเรียกโชคลาภมาให้ สิงโตใต้จะมีสีที่หลากหลาย รวมทั้งส่วนหัวที่มีลักษณะเฉพาะและมีดวงตาใหญ่ มีกระจกบนหน้าผาก และที่ กลางศีรษะมีเขาหนึ่งเขา ถิ่นกำเนิดของสิงโตใต้อยู่ที่มณฑลกวางตุ้ง เชื่อกันว่าสิงโตมีเขาของทางใต้ก็คือปีศาจเหนียน โฝซาน คือชื่อเรียกรูปแบบที่สำนักกังฟูหลายแห่งนำมาใช้ ซึ่งเป็น

แบบที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวอันทรงพลัง และท่วงท่าที่แข็งแกร่ง สิงโตจึงกลายเป็นตัวแทนของสำนักกังฟู และจะมีแต่ศิษย์ที่มีฝีมือในระดับสูงเท่านั้นที่จะได้รับอนุญาตให้เชิดสิงโตได้ จังหวะการก้าวเท้าในการเชิดสิงโตนั้น คือ ลีลากังฟูใต้ ศิลปะการต่อสู้ที่ปรากฏอยู่ในการเชิดสิงโต จะผสมผสานการกระโดด กระโจน ปีน การรักษาสมดุล และการเตะเอาไว้ด้วยกัน ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่จำเป็นของศิลปะการต่อสู้กังฟูทั้งสิ้น นอกจากนี้ หัวและเครื่องแต่งกายก็มีน้ำหนักมาก ในการเชิดสิงโตจึงมีการฝึกเรื่องน้ำหนัก ซึ่งเหมือนกับที่พบในการฝึกการใช้อาวุธในวิชากังฟู
 
       สิงโตสามประเภทที่มีชื่อเสียงก็คือ เล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย ทั้งสามนี้คือ ตัวละครในประวัติศาสตร์จีนที่บันทึกไว้อยู่ในวรรณกรรมคลาสสิกเรื่อง "สามก๊ก" นั่นเอง เล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย เป็นพี่น้องร่วมสาบานที่ได้ให้ปฏิญาณร่วมกันว่าจะกอบกู้ราชวงศ์ฮั่น
       สิงโตเล่าปี่ เป็นผู้อาวุโสที่สุดในบรรดาสามพี่น้อง มีใบหน้าสีทอง พร้อมเคราและขนสีขาว สื่อถึงความเฉลียวฉลาด ส่วนหางนั้นมีหลายสีซึ่งรวมสีของธาตุทั้งห้าเอาไว้ เพื่อสื่อถึงการมีอำนาจควบคุมธาตุทั้งห้า  
       สิงโตกวนอู มีใบหน้าสีแดง ขนสีดำ และมีเครายาวสีดำ ส่วนหางมีสีแดงขลิบดำ กวนอูเป็นน้องคนรองและจะสวมเหรียญสองเหรียญไว้ที่ปลอกคอ สิงโตประเภทนี้รู้จักในชื่อว่า "สิ่ง ซือ" ซึ่งมีความหมายว่า "สิงโตผู้ตื่นตัว" โดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่จะนิยมใช้สิงโตกวนอูกันมากที่สุด  
       สิงโตเตียวหุย มีใบหน้าสีดำ และมีเคราสั้นสีดำ ที่หูทั้งสองข้างประดับดอกไม้ และมีขนสีดำ หางสีดำขลิบขาว เนื่องจากเป็นน้องคนเล็กสุด จึงมีเหรียญหนึ่งเหรียญติดที่ปลอกคอ สิงโตเตียวหุยถือว่าเป็นสิงโตนักสู้ เพราะเตียวหุยเป็นคนมุทะลุ ใจร้อน และรักการต่อสู้ สิงโตประเภทนี้เป็นสิงโตในดวงใจสำหรับนักธุรกิจ ต่อมาก็มีสิงโตอีกสามแบบเพิ่มเข้ามา
       สิงโตหน้าเขียวคือ ตัวแทนของจูล่ง ( เจ้าจื่อหลง) สิงโตตัวนี้ถูกเรียกว่าสิงโตวีรบุรุษ เพราะว่ากันว่าเขาเป็นผู้ที่ขี่ม้าฝ่ากองทหารนับพันของโจโฉเข้าไปช่วยเหลือบุตรของเล่าปี่ และต่อสู้กลับออกมา
       สิงโตสีเหลืองแทนฮองตง (หรือหวงจง) ซึ่งเป็นที่รู้จักว่าเป็นสิงโตนักสู้ยอดคุณธรรม
       สิงโตขาวคือ ม้าเฉียว ( หรือหม่าเฉา) สิงโตตัวนี้ยังรู้จักในชื่อว่าสิงโตงานศพ สิงโตประเภทนี้จะไม่นำมาเชิด ยกเว้นสำหรับพิธีศพของอาจารย์ (ซือฟู) หรือหัวหน้าคนสำคัญของคณะ ซึ่งในกรณีเหล่านี้ ก็จะทำการเผาสิงโตหลังจากเสร็จพิธี
       ปัจจุบันผู้คนจะชื่นชอบการเชิดสิงโตสีทอง หรือสีเงินมากกว่า เพราะสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์และความมั่งคั่งตามตำนานแล้ว สิงโตนั้นถูกมองว่าเป็นสัตว์ที่มีเวทมนตร์ ดังนั้นเมื่อนำมาเข้าคู่กับสีของธาตุทั้งห้า (เหลือง ดำ เขียว แดง และขาว) ก็เชื่อว่าจะมีอำนาจเหนือทิศหลักทั้งห้า ดังนั้น "ความอับโชค" ทั้งหลายจากทิศทั้งห้านี้ก็จะมลายไป และความอุดมสมบูรณ์และโชคลาภก็จะเข้ามาแทนที่
       เครื่องแต่งกายของสิงโตประกอบด้วยรูปทรงที่เป็นสัญลักษณ์มากมาย เขารูปนกนั้นแทนหงส์ หูและหางคือ กิเลน หน้าผากที่โหนกนูน ซึ่งมีกระจกประดับไว้จะเบี่ยงเบนพลังที่ชั่วร้ายออกไป ส่วนเคราที่ยาวนั้นคือ ลักษณะ ของมังกรเอเชียนั่นเอง สิงโตจะเดินกลับไปกลับมาในลักษณะเป็นแนวฟันปลา เพื่อหลอกให้ภูติผีวิญญาณสับสน   เพราะชาวจีนเชื่อว่าวิญญาณไม่ดีเหล่านี้จะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง
       กลองสิงโตจะมีสองแบบเช่นกันคือ กลองสิงโตเหนือ ซึ่งมี สีแดง และ กลองสิงโตใต้ ซึ่งโดยทั่วไปมักเป็น สีดำ กลองที่ใช้จะมีแผ่นหน้ากลองแผ่นเดียว ขนาดที่ใหญ่ของกลองช่วยให้เกิดเสียงดังกังวาน กึกก้องน่าเกรงขามเมื่อลั่นกลอง
1
   
ประวัติความเป็นมาของสิงโตในประเทศไทย
       สิงโตได้เข้ามาในรัชสมัยของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งชาวจีนใน สมัยนั้นได้เข้ามาค้าขายในแผ่นดินสยามและเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อมาชาวจีนเหล่านั้นได้ทำสิงโตมาเชิดแสดงต่อหน้าพระที่นั่งให้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงทอดพระเนตร เพราะความเชื่อของชาวจีนเชื่อว่าผู้ใดได้ชมการเชิดสิงโตจะมีโชคลาภ เจริญรุ่งเรือง เป็น สิริมงคล นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาการแสดงสิงโตก็ได้สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันประมาณ 400 กว่าปีแล้ว
 
การแสดงสิงโตในเมืองไทยที่นิยมแสดงมีอยู่ 2 ชนิด
       คือ ชนิดแบบโบราณ การแสดงแบบกายกรรมต่อตัว และ ปีนกระบอกไม้ไผ่ ที่เรามักเห็นกันทั่วไป ซึ่งการแสดงเชิดสิงโตในประเทศจีน คณะสิงโต จะสังกัดค่ายมวย เพราะผู้แสดงต้องฝึกวิชากังฟู เนื่องจากผู้เชิดจะต้องแสดงลีลาประกอบการเคลื่อนไหว ท่วงท่าของวิชามวยจีน ช่วงล่างต้องมีความแข็งแกร่ง ส่วนในเมืองไทยสิงโตไม่ได้สังกัดสำนักมวยเหมือนอย่างประเทศจีน แต่จะขึ้นอยู่กับศาลเจ้าบ้าง วัดบ้าง การฝึกสอนก็อาศัยจากรุ่นพี่สอนรุ่นน้อง ต่อมาได้มีกลุ่มประเทศที่อยู่ภาคพื้นเอเชียได้ก่อตั้งสหพันธ์สิงโตนานาชาติขึ้น และกำหนดวิธีการแข่งขันสิงโตเป็นลักษณะสากลนิยม ด้วยการแสดงความสามารถของเทคนิกการเชิดสิงโตบนเสาต่างระดับ สิงโตได้รับการพัฒนาโดยชาวจีนโพ้นทะเล ในแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากได้วิวัฒนาการเป็นกีฬา โดยมีการแข่งขันระดับนานาชาติตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันได้รับการบรรจุเป็นหนึ่งในกีฬาเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์ ครั้งที่ 2 ณ เมืองมาเก๊า เป็นครั้งแรก ปัจจุบันกีฬาสิงโตได้บรรจุเป็น Event หนึ่งของกีฬาวูซู ที่แข่งขันในกีฬาแห่งชาติ การแข่งขันกีฬาเชิดสิงโตบนเสาดอกเหมยถือกีฬาสิงโตในต่างประเทศจะขึ้นอยู่ในความดูแลของสมาพันธ์กีฬาสิงโตของแต่ละประเทศ แต่ในประเทศไทยขึ้นอยู่กับสมาคมวูซูแห่งประเทศไทย
ที่มา : ข้อมูลจากสมาคมสหพันธ์วูซูแห่งประเทศไทย